แม้การจ่ายยารักษาโรคซึมเศร้าต้องอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ แต่ผู้ป่วยก็จำเป็นต้องศึกษาเกี่ยวกับกระบวนการทำงานของยา สรรพคุณ และผลข้างเคียงที่เกิดขึ้น เพื่อเพิ่มความสบายใจในการรักษา แต่จะมียาประเภทไหนบ้างและมีประสิทธิภาพในการรักษาอย่างไรต้องติดตาม
อาการเข้าข่ายที่จัดได้ว่าเป็นโรคซึมเศร้า
หากไม่แน่ใจว่าตนเองกำลังเป็นโรคซึมเศร้าอยู่หรือไม่ สามารถตรวจสอบอาการดังต่อไปนี้ หากพบว่ามีอาการมากกว่า 2 ใน 3 ควรขอคำปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
- นอนไม่หลับหรือหลับมากเกินไป
- กระวนกระวาย
- อ่อนเพลีย ไร้เรี่ยวแรง
- รู้สึกว่าตนเองไร้คุณค่า
- น้ำหนักลดหรือเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 5 ต่อเดือน
- ไม่มีสมาธิ ใจลอย
- คิดเรื่องการตาย คิดอยากตาย
โดยอาการที่กล่าวไปข้างต้นมีสัญญาณเตือนอย่างน้อย 2 สัปดาห์ขึ้นไป ในบางรายอาจเป็น ๆ หาย ๆ แต่หากมีอาการควรได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที
รู้จักประเภทยารักษาโรคซึมเศร้า
ยารักษาโรคซึมเศร้าแบ่งตามกลุ่มการออกฤทธิ์ 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ
1. กลุ่มออกฤทธิ์ต่อสารสื่อประสาทหลายชนิด
เช่น Amitriptyline, Nortriptyline, Desipramine ออกฤทธิ์ต่อการเก็บกลับเซโรโทนินและนอร์อิพิเนฟริน นอกจากนั้น ยังมีฤทธิ์ต่อสารเคมีอื่น ๆ เช่น anticholinergic ส่งผลให้ผู้ป่วยที่รับประทานยากลุ่มนี้มีอาการปากแห้ง คอแห้ง เป็นผลข้างเคียง
2. กลุ่มออกฤทธิ์จำเพาะต่อสารสื่อประสาทเพียงชนิดเดียว
ซึ่งมีผลข้างเคียงค่อนข้างน้อย แต่ก็ไม่ถึงกับไม่มีเลย โดยในบางรายมีอาการนอนไม่หลับ กระสับกระส่าย ใจสั่น ตัวอย่าง เช่น Fluoxetine, sertraline
อย่างไรก็ตามยารักษาโรคซึมเศร้าในปัจจุบันนั้นมีหลายขนาด แต่ไม่มีการศึกษาอย่างแน่ชัดว่าตัวไหนดีกว่าอย่างชัดเจน ทำได้เพียงแค่การเลือกใช้ยาให้เหมาะสมกับผู้ป่วย คือ ต้องทดสอบหรือสร้างความคุ้นเคยกับยาประเภทนั้นเสียก่อน ผู้ป่วยต้องรับมือกับผลข้างเคียงของยาให้ได้ โดยอาการเหล่านั้นจะหายไปภายใน 2 สัปดาห์ – 2 เดือน
ทั้งนี้การรักษาโรคซึมเศร้าต้องอาศัยการกินยาอย่างต่อเนื่องอาการจึงจะดีขึ้น บางรายอาจกินติดต่อกันนานหลายเดือนถึงหลายปี แต่ระยะเวลาที่ว่าขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ หากเป็นช่วงเริ่มต้นอาจสามารถรักษาให้หายขาดได้ภายในระยะเวลา 1 – 2 ปี แต่หากอาการรุนแรงอาจต้องกินยาตลอดชีวิต ร่วมกับการฟื้นฟูสภาพจิตใจให้พร้อมสู้กับปัญต่าง ๆ โดยอาศัยการร่วมกันจากหลายฝ่าย ทั้งผู้ป่วย จิตแพทย์ คนในครอบครัว หรือญาติพี่น้อง
ในปัจจุบันอัตราผู้ป่วยโรคซึมเศร้ามีเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะทำงานในสายอาชีพไหนก็ต้องพบเจอกับความกดดันและความเครียด จนพัฒนากลายเป็นโรคซึมเศร้า ซึ่งบางคนอาจเข้าใจว่าเป็นโรคทางจิตใจ แต่ในความเป็นจริงเป็นเรื่องของสารเคมีในสมอง ดังนั้นหากพบว่าตนเองเข้าข่ายเป็นโรคซึมเศร้า จึงควรรีบเดินทางไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย อย่าปล่อยไว้ให้อาการรุนแรง
